Friday, March 21, 2014

การยัดเยียดมุมมองของละครไทย (สามีตีตรา)

วันนี้ผมมีเนื้อหาดีๆอยากให้ลองได้อ่านกัน
ถือว่าเป็นการเปิดมุมมองอีกแง่นึงในฐานะคนดูละคร(บางเรื่อง)

เนื้อหาดีๆที่ควรอ่าน ความคิด มุมมอง ที่ถูกยัดเยียนผ่านละครไทยด้วยสายตาคนดู
ในขณะที่ทุกคนสะใจที่ตัวละครร้ายคนนึงกำลังถูกตัดสินแปลว่าภายใต้ในจิตใจเราเองในตอนนั้น
มีความคิดที่ยอมรับว่า "การถูกลงโทษด้วยการข่มขืนมันเหมาะสมแล้ว".......
ปล.ต้องขอบคุณผู้เขียนบทความนี้ เชื่อว่าหลายคนก็อาจมีความคิดคล้ายกันแต่ไม่ได้เอามาวิเคราะห์และคิดถึงผลกระทบที่มันค่อยๆฝังรากเข้ามาในจิตใต้สำนึกผู้ชม
แต่เมื่อได้เอามาชำแหละทีละท่อนๆทีละข้อก็ทำให้มุมมองมันกว้างขึ้นและกระจ่างขึ้น ปล.ผมไม่ได้ดูละครเรื่องนี้ _"_ แต่เห็นแฟนเปิดก็มีผ่านๆเข้าหูมาหลายประโยคหลายบทอยู่



เครดิตผู้เขียนจากเว็บนี้ครับ https://medium.com/p/642abc460495
ผมขอยกเนื้อหามาให้ในนี้ได้อ่านกันนะครับพอดีเพื่อนผมบางคนที่อยู่ ตปท.บอกเปิดเว็บเขาแล้วโหลดไม่ขึ้น เลยคิดว่าน่าจะป็นบางประเทศ


ใครเป็นคนข่มขืนสายน้ำผึ้งกันแน่

หรือสามีตีตราจะเป็นละครเชิดชู rape culture แห่งปี



(เอาจริงๆ ตอนแรกว่าจะเลิกดูละครเรื่องนี้แล้ว เพราะรำคาญคุณนายพวงหยก
แต่เห็นประเด็นเรื่องสายน้ำผึ้งเมื่อคืนเลยขอเขียนถึงซักหน่อย
คือ ลงทุนไปไล่หาดูฉากนี้ฉากเดียวเลยนะ /แต่ดูจนเกือบจบ)
เข้าใจว่าในฉากที่ว่า สายน้ำผึ้งไปเลี้ยงข้าวลูกค้า ซึ่งระหว่างการคุยกันกรุบกริบๆ ข้ามหัวแก้วไวน์
นางใส่จริตของนางไปด้วย แล้วทีนี้ลูกค้าเมาชะ? เอาไปส่งที่ห้องชะ? แล้วลูกค้าพยายามข่มขืนนางชะ?
แล้วลูกค้าบอกนางว่า “ถ้าคุณไม่ได้มาเพื่อให้ความสุขผม คุณจะแต่งตัวซะสวยทำไม
คุณจะอ่อยผมทำไม” /ประมาณนี้ 
แล้วดั่งแหวกเมฆ พอบอกปุ๊บว่าสายน้ำผึ้งอ่อย
ลูกค้าตัวประกอบคนนี้มีความชอบธรรมในการข่มขืน
สายน้ำผึ้งในสายตาคนดูทันที
ถ้าให้ว่ากันตรงๆ ละครไทยจะมีองค์ประกอบของการข่มขืนอยู่ตลอดนะ พระเอกข่มขืนนางเอกบ้าง
(อย่ามาแอ๊บเรียกว่า hatesex มันไม่ใช่) ตัวร้ายข่มขืนนางเอกบ้างและตัวร้ายโดนข่มขืนโดย
ตปก. (ตัวประกอบ) บ้าง คุณอาจจะพูดว่ามันเป็นละคร แบบนี้มันดราม่า มันแซ่บดี
แต่คุณรู้ตัวรึเปล่าว่าคุณซึมซับอะไรมา


rape culture หมายถึงวัฒนธรรมที่สนับสนุน มองผ่าน หรือแก้ต่างการข่มขืนรวมทั้งมองว่า
การข่มขืนเป็นเรื่องปกติหรือมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ทั้งยังครอบคลุมไปถึงการโทษเหยื่อที่ถูกข่มขืน
และ sexual objectification ด้วย /ตัวอย่างของ sexual objectification หาได้ง่ายๆ บนปก FHM
บนแผงหนังสือในเซเว่นใกล้บ้านท่าน (
“Rape Culture”. Wikipedia)

ถึงเวลารึยังที่จะตระหนักถึง rape culture?



ในละครไทยที่มีการข่มขืนอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นการสนับสนุนวัฒนธรรมการข่มขืนนี้
คือไม่ได้บอกว่าละครไทยกำลังบอกยูวว่า “เฮ้ มาข่มขืนกันเถอะยูว” แต่กำลังบอกว่า
“การข่มขืนมันปกติ” “การข่มขืนเป็นการลงโทษที่เหมาะควรแล้วสำหรับผู้หญิงที่ทำตัวนอกลู่นอกทาง”
หรือกระทั่ง “การข่มขืนคือความรัก”
เมสเซจที่ว่า “การข่มขืนคือความรัก” นี่ก็เป็นเทรนด์ที่สิงสู่ละครไทยนานเหมือนกันนะ
พวก trope ที่พระเอกข่มขืนนางเอกแล้วรักกัน … ถามจริง
ยูวเป็นนางเอกยูวจะเอาคนที่ข่มขืนยูวเป็นสามีจริงๆ เหรอ
อันที่จริง สามีตีตราก็มี trope นี้เหมือนกัน คือ ศิวา ขอบอกตรงๆ ว่าเกลียดศิวาตั้งแต่มันออก
คือ จุดนี้ศิวายังไม่ได้ act out การข่มขืนก้อยจริงๆ แต่ถ้ามาลองคิดดู
สิ่งที่ศิวาทำคือการข่มขืนในรูปแบบหนึ่งรึเปล่า คำพูดของศิวาก่อนได้เป็นแฟนก้อยมักจะพูดซ้ำๆ ว่า
จะเอาก้อยเป็นแฟนให้ได้ อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากได้ก้อยก็ต้องได้
ถึงขั้นขอพ่อตัวเองขอแม่ก้อยแต่งงานกับก้อย (แล้วคนแม่ก็อนุญาตไง)
ก้อยจะไปเมืองนอกก็ไม่ให้ไป คือทั้งหมดนี้น่ะ ก้อยไม่ได้มีความเห็นชอบอะไรใดๆ เลย
และศิวาไม่เคยถามความเห็นชอบใดๆ จากก้อยเลย
แล้วศิวาก็เคลมกันว่ามันรักก้อย /หึ

กลับมาที่สายน้ำผึ้งก่อนเถอะ

สายน้ำผึ้งชีเป็นชะนีย์ที่ manipulate และซาดิสต์นะว่าไป แต่ฟีเจอร์เด่นๆ ของนางโพสต์ภูเบศน์คือ
นางใช้เรือนร่างและความเป็นผู้หญิงของนางเป็น หรือที่เรียกกันว่า “อ่อย” คือก็ยอมรับแหละ
ว่านางอ่อยไปทั่ว อยากได้ผู้ชายของชาวบ้านเหลือเกิน แต่ประเด็นแย่งสามีชาวบ้านกับแบ็คสตอรี่นาง
เราไม่ขอพูดถึง
ดังที่บอกไปข้างต้นว่า เมสเซจหนึ่งที่ละครมักจะส่งมาคือ “การข่มขืนเป็นการลงโทษที่เหมาะควรแล้ว
สำหรับผู้หญิงที่ทำตัวนอกลู่นอกทาง” คือ เราต้องมาพูดถึง binary opposition ของผู้หญิงนิดนึง
ในละครไทยจะเห็นความตรงกันข้ามของผู้หญิงสองประเภทอย่างชัดเจนมาก นางเอกต้องเป็น virgin
ต้องเรียบร้อย ต้องหัวอ่อน ต้องรักนวลสงวนตัว ส่วนนางร้ายจะต้องเป็น slut มี sex appeal สูงๆ
แข็งกร้าว วีน โน่นนี่ สายน้ำผึ้งเป็นตัวร้ายก็ต้องเป็นแบบหลังนี่แหละ
แล้วลงโทษทำไม ลงโทษไปเพื่ออะไร คือในงานวรรณกรรมมันจะมีสิ่งที่เรียกว่า poetic justice
ทำดีได้ดี ทำชั่วต้องถูกลงโทษ มันก็เชิงว่าเป็นการสอนกลายๆ น่ะแหละ
ทีนี้ การข่มขืนสายน้ำผึ้ง (โอเค มันยังไม่เกิด แต่มันก็เกือบเกิดใช่มั๊ยล่ะ) เป็นเหมือน “การลงโทษ”
นางที่นาง “อ่อยผู้ชาย” ซึ่งไม่ใช่แต่ตปก.ลูกค้านาง แต่รวมถึงพิศุจน์กับศิวาด้วย
ขอไม่พูดต่อเรื่องที่พิศุจน์วิ่งมาช่วยอย่างรวดเร็วให้นางรอดพ้นมาได้
แต่ขอข้ามไปหลังจากที่นางรอดมาแล้ว สิ่งที่นางพูดคือ
“ผึ้งไม่อยากแจ้งตำรวจ ผึ้งอาย ผึ้งไม่อยากให้ใครรู้ไปมากกว่านี้ ถ้าใครรู้
เค้าไม่คิดกันหรอกว่าผึ้งจะถูกปล้ำ เค้าคิดกันทั้งนั้นแหละว่าผึ้งจะจับผู้ชายเอาเงิน”
ถ้าละครไทยเคลมว่าสะท้อนสังคม ประโยคนี้แหละค่ะที่ยูวสะท้อนสังคมจริงๆ
เอาจริงๆ มีไม่น้อยที่เหยื่อข่มขืนในชีวิตจริงไม่ยอมไปแจ้งความเพราะอาย แถมพอแจ้งความแล้ว
สิ่งที่เค้าได้รับไม่ใช่ความยุติธรรมเพียงอย่างเดียวเขาถูกสังคมตัดสินไปต่างๆ นาๆ ถูกสังคมกล่าวโทษ
ถูกตราหน้า โน่นนี่นั่น คือมันเยอะอ่ะ เยอะจนแบบคนที่ข่มขืนมันติดคุกยังอยู่สบายกว่า
แต่เหยื่อต้องอยู่กับบาดแผลทางจิตใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็ทนกับคนที่ไม่เข้าใจและโทษเหยื่อ

ปฏิกริยาคนดูต่อการข่มขืนสายน้ำผึ้ง

คือ บังเอิญว่ารูปหนึ่งของ drama-addict เด้งขึ้นมาในนิวฟีดส์ ในรูปนี้คือยูสเซอร์คนหนึ่ง
แสดงความสะใจที่สายน้ำผึ้ง (เกือบ) โดนข่มขืน คุณจ่าก็บอกว่าแม้สายน้ำผึ้งไม่ดียังไง
นางก็ไม่ควรโดนข่มขืนนะ

แต้บมาจากเฟซบุ๊ค drama-addict นะคะ

คอมเมนต์ส่วนใหญ่เท่าที่เห็นคือ ออกมาชี้แจงกับจ่าว่า “สายน้ำผึ้งอ่อยเค้าก่อนนะ” /
คนที่ออกมาเห็นด้วยกับจ่าก็มี /คนที่บอกว่าเครียดทำไมแค่ละคร … ก็มี
เท่าที่เห็น ฉากพยายามข่มขืนสายน้ำผึ้งกินเวลานานมาก คิดว่าคงจงใจเร้าผู้ชมให้รู้สึกลุ้นระทึก
ไปกับฉากนี้ … มองในแง่นึงคือ ผู้ชมเป็น witness ของการพยายามข่มขืนครั้งนี้
แล้วสิ่งที่ผู้ชมได้คืออะไร ไม่ใช่รู้สึกกังวล แต่คือความสะใจใช่รึเปล่า คือเรานั่งดูแล้วคิดกันใช่มั๊ยว่า
สมน้ำหน้า สมควรโดนแล้ว และมีความสุขกับการเห็นสายน้ำผึ้งโดนชำเรา
จุดนี้ ละครไม่ได้สะท้อนสังคม จุดนี้ละครกำลังบอกว่า นี่คือการลงโทษอันชอบธรรม
แล้วปฏิกริยาของคนดูคือ ยอมรับว่าการข่มขืนผู้หญิง category slut เป็นสิ่งที่เกิดเป็นปกติ
และชอบธรรมด้วย เพราะเธอรนหาที่เอง สายน้ำผึ้งถูกคนเขียนบทวางเธอไว้ในสถานการณ์
ที่เกือบถูกข่มขืนเพื่อเป็นการสั่งสอนผู้หญิงแบบสายน้ำผึ้งให้ไม่ทำตัวอย่างที่สายน้ำผึ้งทำ
เพื่อสั่งสอนว่าถ้าทำตัวแร่ดก็จะถูกข่มขืน
และถ้าผู้ชมดีเฟนด์ตัวเองว่าแยกออกว่าการข่มขืนในละครกับในชีวิตผู้ชมมองต่างกัน
ขอให้ผู้ชมถามตัวเองว่าเวลาได้ยินข่าวข่มขืน ความคิดแรกของคุณคือ “เหยื่อแต่งตัวโป๊รึเปล่า”
หรือ “ผู้หญิงมันต้องอ่อยผู้ชายสิ ไม่งั้นผู้ชายไม่ทำหรอก”
นั่นหมายความว่าปฏิกริยาที่มีต่อการข่มขืนในชีวิตจริงของคุณไม่ต่างจากปฏิกริยาที่คุณมี
ต่อการข่มขืนในละครหรอก
การข่มขืนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และไม่ใช่การลงโทษที่ใครควรจะได้รับ
/จบ
/จริงๆ เหมือนยังครอบคลุมมิติอื่นๆ ของ rape culture ไม่ครบ แต่เอาแค่นี้ก็งงเองแล้ว
/ไม่ได้เขียนอะไรยาวๆ แบบนี้นานแล้ว
/อุทิศเวลาทำธีสิสมาบ่น
------------------------------------------------------------
ปล. ขอขอบคุณเนื้อหาผู้เขียนอีกครั้งครับ

Wednesday, February 5, 2014

อะไรคือความเท่าเทียมของ ญ และ ช

สงสัยความคิดของคนไทยอยู่อย่างนึงว่าต้องการความเท่าเทียมสำหรับ ญ และ ช ไปเพื่ออะไร
ในเมื่อยังเปลี่ยนความคิดเดิมๆสมัยก่อนออกจากหัวตัวเองไม่ได้?
ยังคงคิดว่าถ้าผู้ชายไม่มีอะไรเป็นของตัวเองจนอายุ 30+ อย่าได้เอาทำ”ผัว”
แล้วผู้หญิงควรมีอะไรจน 30+ แล้วถึงควรจะเอาทำ”เมีย”
ยังไม่เคยได้ยินประโยคหลังนี้เลย...... เพราะอะไร?

ถ้าคนผู้นี้ยังยืนยันว่าเป็นผู้หญิงที่มีศักดิ์ศรี พ่อแม่เลี้ยงมาให้เป็นคน
ไม่ใช่วัวหรือควายที่ต้องเรียกสินสอดเพื่อให้ผู้ชายเอามากองเหมือนแลกลูกตัวเอง
วัฒนธรรมหรือ? เงินควรเป็นเงินกองกลาง สะสมกองกลาง และใช้กองกลางมากกว่านะในความคิด
ถ้าคิดจะสร้างครอบครัวด้วยกัน...

หรือจะบอกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นหลักประกันว่าผู้ชายพร้อมที่จะดูแล
เดี๋ยวนะ!!!! แต่งงานกันไปเพื่อดูแลกันและกันไม่ใช่เรอะ?
และต่อให้คนมันจะไม่ดูแลนะต่อให้มีก่อนแต่ง หลังแต่งมันก็ผลาญกันได้

อนาคตน่าจะมีถ้าผู้หญิงยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเองหลัง 30+ ไม่ควรเอา”ทำเมีย”บ้างละ

จากความรู้สึกส่วนตัว ย้ำว่าส่วนตัว!
หลักความคิดนี้มีเพราะคิดว่าผู้ชายจะต้องเป็นผู้ดูแล
เป็นช้างเท้าหน้า เป็นหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เป็นตัวสร้างครอบครัว
แต่เพราะสิ่งเหล่านี้แหละคือตัววัดระดับความไม่เท่าเทียมของ ญ และ ช

เพราะงั้นอย่าถามหาความเท่าเทียมถ้ายังขจัดความคิดที่ลำเอียงออกจากหัวไม่ได้

By Nicky

Sunday, February 2, 2014

Think Cafe

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปชิมเค้กที่ Think Cafe พอดี
ซึ่งแฟนก็ตะงิ๋งๆอยากจะไปก็ได้พาไปซะ

พอไปถึงยอมรับเลยว่าคนเยอะมากครับ คิวยาวมาก
นั่งมองเมนูเค้กอยู่นานเลือกไม่ถูกน่ากินไปหมด
แต่จุดขายของเขาก็คงจะเป็น Teddy Cake จานนี้
ก็เลยจัดมา (ก่อนหน้านี้หม่ำอาหารไปจนจุกกันแล้ว)

บรรยากาศจัดร้านน่ารักครับ ตัวร้านดัดแปลงมาจากตู้คอนเทเนอร์
แต่....แนะนำให้มาช่วงเย็นและควรเป็นวันธรรมดา
เพราะถ้าจะนั่งชมวิวด้านบนนั้น...ร้อน ม๊าก ก ก ก ก ก ก
การสั่งอาหารนั้นเราจะได้บิลพร้อมรหัสบัตรคิวรับขนมครับ
มักจะได้เครื่องดื่มก่อนอาหารแทบทุกคน



จานนี้ตัวผมเองชอบนะ เพราะเป็นคนชอบทานช๊อคโกแลต
เนื้อเค้กด้านในนุ่มพร้อมกับครีมช๊อคโกที่หอมๆด้วย
แต่แฟนดูท่าจะไม่ enjoy กับมันซักเท่าไรเพราะบ่นว่าเลี่ยน _"_




ร้านนี้หากใครอยากไปนั่งแวะชิมผมก็แนะนำครับ
หรือจะนั่งคุยธุรกิจกันก็โอ (ถ้าไม่รำคาญเสียงวัยรุ่นที่เข้าไปนั่งถ่ายรูปกันแชะๆนะ)


ให้ดาว 4/5
ราคาต่อหัว 200-300 ครับ
PS: ผมอัพผ่าน iPad อาจจะมีปันหาเรื่อง font กับภาพที่กำหนด size ไม่ค่อยได้ขออภัยครับ

มีเรื่องราวให้รู้สึกขัดใจอีกแล้วกับแบรนด์ Converse

มีเรื่องราวให้รู้สึกขัดใจอีกแล้วกับแบรนด์ Converse 

ถ้าอยากจะตีตลาดเมืองไทยแต่ระบบจัดการแบบนี้บอกได้เลยว่า !! ตีตลาดกับคนอื่นเขาไม่ได้หรอกครับ
พอดีถูกใจรองเท้าอยู่คู่นึงเป็นหนังสีน้ำตาลของ Converse ซึ่งตอนแรกก็กะแค่ว่าถ้าเจอก็จะซื้อไม่เจอก็ไม่เป็นไร วันนี้ไปเจอที่แผนก Supersport ของ Mega Bangna ก็ตัดสินใจและว่าจะเอาเพราะลดอีก 30% พอจะซื้อพนักงานบอกรุ่นนี้ลดราคาของเลยหมดมีแต่ตัวโชว์แต่ไม่อยากให้พี่เอาไปเพราะขอบมันสีมันคล้ำเพราะเป็นตัวโชว์ อยากให้เราลงไปดูที่ Robinson หรือ Sportworld และ Fit Sport ก่อน และพนักงานยังย้ำอีกด้วยว่า ทุกๆแผนก Converse ของ Supersport ร่วมโปรนี้หมด ไอ้เราก็เอาวะเดินไปดูแต่ละที่สรุปของหมด และก็ ของหมด กลับมาที่เดิมพนักงานบอกให้ไปที่ Central Bangna
พอมาถึงอึ้งกับการตอบของพนักงานมาก
ป้ายราคารองเท้าพิมพ์มาราคา 2100 แต่ถูกขีดฆ่าด้วยปากกาแดงและเขียน 2400 (อื่มมันลดราคา?) เลยถามว่ารุ่นนี้มันลดราคาใช่ไหมครับ ตอบอ่อใช่คะแต่ตัวนี้คนละรุ่น (แถ)
ยืนเจรจาอยู่ซักพักว่า รุ่นนี้มีรุ่นเดียวที่เป็นหนังน้ำตาลแบบเรียบ 
จนพนักงานคนนี้เดินไปเรียกพนักงานอีกคนมาสรุปมันรุ่นเดียวกันจริงๆ แต่คำตอบคือไม่ลดนะคะเพราะว่าคนละรหัสกัน (ห๊ะงง) รุ่นเดียวกันแต่คนละรหัสเลยไม่ได้ลดราคา
ยังไม่ทันโทรเชคที่ Shop ให้ก็บ่นงุ๊งงิ่งกับพนักงานอีกคนว่า
ดูสิพนักงานที่เมกะไม่น่าส่งลูกค้ามานี่เลย
แทนที่จะโทรมาก่อนว่ามีของหรือไม่มี บลาๆ ๆ ๆ ๆ

1. ความรู้สึกวินาทีนั้นคือพวกคุณจะเถียงกันเองไม่ว่าแต่กก็ไม่ควรทำต่อหน้าลูกค้าหรือเปล่า?
2. โปรโมชั่นทุก shop ที่ร่วมรายการราคาควรจะปรับให้เท่ากันหมด? พนักงานตอบใช่คะแต่ต้องรอเซลมาที่แผนกก่อนถึงจะตั้งราคาได้ (ความจริงแล้วจะจัดโปรหรือแคมเปนอะไรแล้วแต่ ระบบควรจะพร้อมไม่ใช่ลงวันที่มาแล้วแต่ไม่ทั่วถึงเพราะลูกค้าจะถูกโยนไปห้างนั้นห้างนี้อยู่ตลอดแต่กลับยังไม่ได้จัดการระบบ)
3. อบรมพนักงานให้รู้จักรุ่นของสินค้าก่อนรับเข้าทำงานจะดีกว่า ลูกค้าถามอะไรก็ไม่รู้ๆอย่างเดียวแม้แต่รุ่นของสินค้ายังมาเถียงลูกค้าว่าคนละรุ่นกัน เอ่อม..หน้าตาเหมือนกันยังกะแกะ
4. การเพิ่มราคาสินค้าไม่ให้น่าเกียจควรจะแก้สินค้าโดยการแปะทับด้วยอักษรพิมพ์คอม
ไม่ใช่ขีดฆ่าราคาเก่าที่มูลค่าน้อยกว่าแล้วเอาปากกา กากๆ มาเขียนราคาใหม่เพิ่อเพิ่มราคาสินค้า

ปล.ปกติไม่ได้ใส่แบรนด์นี้นะครับแต่ดันไปถูกใจทรงและรูปแบบของรุ่นนี้พอดีเลยจะซื้อเฉพาะรุ่นนี้ด้วย

Saturday, January 18, 2014

ข้อคิดดีๆคนมีคู่ควรอ่านครับ

ข้อคิดดีๆคนมีคู่ควรอ่านครับ

January 17, 2014 at 2:03pm
วันนี้ได้ฟังเรื่องในวิทยุจากทางบ้านเห็นว่ามีข้อคิดดีๆเยอะเลยอยากแชร์(จำได้ไม่ละเอียดนัก)
คนเราถ้าเติมเต็มความสุขให้กับตัวเอง
มีอิสระทางใจให้กับตัวเอง ต่อให้อยู่กับใครก็มีความสุข
แต่คนที่ไม่สามารถเติมเต็มให้กับตัวเองได้ด้วยตัวเอง
รอแต่ผู้อื่นมาเติมให้ต่อให้คนเข้ามาเติมมากเท่าไรอยู่กับใครก็ไม่มีความสุข

นี่คือบทสรุปโดยรวมของเรื่องนี้
เนื้อเรื่องมีประมาณว่า
ผู้หญิง(เจ้าของสายโทรศัพท์) แต่งงานอยู่กินกับสามีชาวต่างชาติ(อยู่NY)
อยู่กันมานานหลายปี หลังๆมีทะเลาะกันเรื่องเล็กๆน้อยๆยิบๆย่อยๆแต่.."ทุกวัน"
จนผู้หญิงเริ่มรูัสึกว่าหรือนี้จะเรียกว่าจุดอิ่มตัวของ"ชีวิตคู่"
จึงตัดสินใจนั่งคุยกับสามีอย่างเปิดอก คุยกันยังไง จะกี่ทีก็ยังคงมีเรื่องให้ถกเถียงกันทุกวันเหมือนเคย
สิ่งที่ทั้งสองคนนี้สรุปได้คือยังคงรักกัน รักมาก ไม่มีความอยากที่จะ"เลิกกัน"
แต่จะให้ทำยังไงดีละในเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วกลับ"ไม่มีความสุข"
หรือจริงๆแล้วต่อให้ไม่มีสามี และเราอยู่ตัวคนเดียวเราเองก็ไม่สุขเช่นกัน
ประเด็นนี้ทำให้เขาสองคนจูงมือเข้าไปพบจิตแพทย์
ที่บางประเทศให้ความสำคัญเพราะคือจุดบอดของปันหาครอบครัว
ไม่แน่ใจเมืองไทยมีไหมหรือถ้ามีก็จะคิดที่ปรึกษาทางด้านนี้ในด้าน negative ไปซะก่อน
หลังจากเข้าไปปรึกษาแล้วปัจจุบันทั้งคู่ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
เพียงแค่เขาสองคน"เติมความสุขให้กับตัวเอง" มีช่องว่างให้แก่กัน
ไม่มองแต่ตัวเองในกระจกและไม่มองสามีดัวยสายตาตัวเอง
แต่ให้กัาวออกมาแล้วมองให้เหมือนเป็นคนนอกมองชีวิตคู่ให้เป็นคนสองคน
ว่าจริงๆแล้วก่อนหน้านี้เราเป็นเราเพราะเรามีวิถีทางเดินของเรา
แต่หลังแต่งงานสามีคือคู่ชีวิตที่เรียกว่าตัวเสริมแต่ไม่ควรเอาเขามาเป็นสิ่งที่เติมเต็ม
ไม่เอาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นที่ตั้ง
"ความเห็นแก่ตัว" จะหายไป
"ความเคารพซึ่งกันและกัน" จะเข้ามาแทน
บางครั้งเราก็มโนไปเองว่ามันทุกข์มันทรมานเพราะเขา
แต่เอ๊ะ!! หรือเพราะเราที่เติมความสุขให้กับตัวเองไม่ได้กันแน่....
ทุกวันนี้เขาทั้งคู่ก็อยู่ช่วงเวลาแห่งการปรับตัว
เพราะความรูัสึกที่มีต่อกันยังรู้สึกรักและผูกพัน
สามีทำกิจกรรมอย่างที่ใจอยากจะทำโดยไม่ต้องฝืน
ไปปั่นจักรยานและตกปลากับเพื่อนๆจากที่เมื่อก่อนรีบโทรหาแต่ภรรยาและกลับมาบ้านกินข้าวเย็นทุกวัน
(มันจำเป็นต้องเป็นแบบนั้นทุกวันในชีวิตคู่หรอ?ผมว่าไม่นะ)
ภรรยาไปทำเล็บทำผมและนั่งเม้ามอยกับเพื่อนสาวอาทิตย์ละสองครั้งหลังเลิกงาน
(ผมว่าเขาก็มีความสุขในสังคมส่วนหนึ่งของเขาแล้ว)
ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครได้ใครเสียอย่างไม่เท่าเทียมแต่มัน win win ทั้งคุ่ต่างหากนะ
ถ้าหากทุกคู่ชีวิตคิดได้แบบนี้
ถ้าหากเมืองไทยเปิดกว้างและให้ความสำคัญกับจิตแพทย์ที่ปรึกษาชีวิตคู่บ้าง
เชื่อว่าปันหาเปลี่ยนแฟนเดือนละหนหรือเลิกกันหลังแต่งคงน้อยลงไปแน่
เพราะทุกวันนี้คนคบกันระยะสั้นเยอะนะเพราะสื่อสารง่ายต่ดต่อกันง่ายตัวเลือกเยอะ
แต่งกันไปไม่ได้ประกันอายุชีวิตคู่เลย
เบื่อกันนิดๆหน่อยๆก็หาคนคุย หาสิ่งเติมเต็มจากคนอื่นไม่ใช่จากตัวเอง
สำหรับผมมันเรียกว่า "ช่องโหว่" ในหัวใจนะ
คนสมัยก่อนรุ่นปู่ย่าผมเห็นต่อให้เขาหมดรักกันเขาก็ยังคบกันคนแก่เฒ่าได้เพราะอะไร...
เพราะเขาทั้งคู่ไม่ได้เปิดช่องโหว่ในใจ ไม่ได้งอนกันและเปิดApp Chat หาคนคุยเล่น
เพราะท้ายที่สุดความผูกพันมันคู่กับระยะเวลา ส่วนความรักนั้นมันคู่กับความรู้สึก
และความรู้สึกคนเราย้ำเลยว่า"ทุกคน"มันขึ้นๆลงๆหมดแหละ
เดี๋ยวแม่งวันนึงก็รู้สึกรักอีกวันก็รู้สึกรำคาน
แต่สุดท้ายก็วนกลับมารู้สึกรักใหม่และอะไรละคือตัวกำหนดเวลาให้คบกันยาวนานได้ในปู่กับย่า
มันก็คือความผูกพันนั้นแหละ..

สุดท้ายขอฝากอะไรไว้หน่อย
ไม่มีใคาเกิดมาเพื่ออยู่คนเดียวบนโลกเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม
ไม่ได้แปลว่ามันจะอยู่คนเดียวไม่ได้... แต่เพราะทุกอย่างถูกกำหนดมาเพื่อคู่กันอยู่แล้วเพื่อช่วยเหลือกันและอยู่ข้างกัน
ตาเรามี2ข้าง
แขนก็มี2
ขายังมี2
แต่ใจมี1เพราะมันเอาไว้แลกความรู้สึกของกันและกัน

เรื่องราวชีวิตสองคนนี้ให้เครดิตกับ 107 MET Fm
ส่วนบทสรุปเขียนเอาเอง_"_ By Nicky

นานๆทีผมจะได้เข้ามาเขียนพอดีติดทำนั่นทำนี่มากมายครับ


Photo by damnboiz with Note3 no filter (Pano mode) at Cha Am Thailand