Tuesday, July 8, 2014

ข่มขืนประหารชีวิต เป็นทางออกที่ดีจริงหรอ?

ข่มขืนประหารชีวิต เป็นทางออกที่ดีจริงหรอ?

ตอนแรกจะไม่เขียนแต่เห็นว่ามีหล
ายฝ่ายออกมาลงชื่อเพื่อให้กฎหมายออกว่า "ข่มขืนประหารชีวิต" ประโยคมันสั้นไปการขยายใจความในการเพิ่มโทษควรจะละเอียดกว่านี้

ว่าด้วยเรื่องโทษประหารสำหรับนักโทษคดีข่มขืนอยากให้มองในเชิงลึกในหลายๆข้อ
ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยนะครับ เห็นด้วยแต่การตั้งกฎแบบนี้ควรจะแยกเป็น 2 กรณี
1. กรณีข่มขืน 2. กาณีข่มขืนและฆ่า

เหตุผลส่วนตัวของผมก็คือ จากที่ดูหลายๆประเทศที่ได้เปลี่ยนกฎหมายจากจำคุกเป็นประหารชีวิตนั้นไม่ได้ทำให้ตัวเลขของผู้ถูกข่มขืนได้ลดลงแต่กลับกันจากที่มีตัวเลขผู้ข่มขืนเกือบๆเท่าเดิมแต่มีผู้ที่ "ถูกข่มขืนและฆ่า" เพิ่มมากขึ้น
ทำไมหนะหรอ สมมุติว่ากฎหมายออกมาว่าประหารชีวิตนักโทษคดีข่มขืน นั่นหมายความว่าต่อให้ข่มขืนและไม่ฆ่า หรือข่มขืนและฆ่านั้นมีโทษเช่นเดียวกัน
คิดในแง่ของจิตแพทย์ที่เคยสอบสวนนักโทษคดีพวกนี้มาแล้วนั้นส่วนมาก % ของผู้ที่ตั้งใจจะข่มขืนและไม่ตั้งใจจะฆ่านั้นมีมากกว่าที่จะข่มขืนและฆ่า
แต่หากผู้ถูกข่มขืนไม่เสียชีวิตนั่นหมายความว่าโอกาสของผู้ต้องหาจะโดนจับนั้นสูงกว่า
และหากโทษมีเท่าเทียมกัน เหตุใดจะเป็นการลดการฆ่าและข่มขืน? คิดในแง่มุมของฆาตกรแน่นอนว่าอยากโดนจับ ปล่อยผู้เคราะห์ร้ายออกไปเพื่อให้มีหลักฐานในการจับตัวง่ายกว่านั้นอาจไม่ใช่ข้อที่นักโทษเลือกนัก

เพราะงั้นในความคิดผมนะ (คนอื่นอาจจะคิดแตกต่าง)
1.สำหรับนักโทษข่มขืน ควรให้ใช้ยาฉีดให้หมดสมรภาพ ให้อัณฑะฝ่อเหมืนอเช่นเดียวกับที่เกาหลีมี ไม่สามารถใช้งานได้ ไม่สามารถแข็งตัวได้ และไม่มีความรู้สึก ให้นักโทษอยู่กับสิ่งที่มีแต่ไปทำมิดีมิร้ายผู้อื่นไม่ได้ หากพ้นโทษ (ซึ่งเมืองไทยลดหย่อนผ่อนโทษเป็นว่าเล่น)

2.สำหรับนักโทษที่ข่มขืนและฆ่า แน่นอนว่าการพรากชีวิตผู้อื่นควรได้รับโทษอันสูงสุดเช่นกันซึ่งเป็นกรณีเดียวกับน้องแก้ม (ข่าวข่มขืนและฆ่าบนรถไฟปี 2014) โทษควรเป็นโทษสูงสุดซึ่งกรณีนี้ผมเห็นด้วยกับการประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาหรืออะไรก็แล้วแต่ กรณีนี้ให้จำคุกลอดชีวิตนั้นอยากให้เป็นโทษที่ควรเอาไว้เป็นทางออกสุดท้ายที่สุด (เพราะเดี๋ยวก็มีลดหย่อนมาอีก)

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือความคิดส่วนตัวนะครับให้มองในมุมที่กว้างขึ้น
นักโทษที่จะข่มขืน ไม่ใช่ทุกคนที่ลงมือฆ่า แต่หากโทษมีค่าเท่ากันจะทำให้โอกาสของผู้ที่ถูกข่มขืนนั้นมีโอกาสรอดชีวิตนั้นแทบจะกลายเป็น 0% จากที่อาจจะมีแค่ไม่กี่เปอร์เซนต์

หลายคนอาจจะบอกว่าการถูกข่มขืนนั้นไม่ต่างอะไรกับการถูกฆ่าทั้งเป็น ใช่ครับแต่การไม่เหลือชีวิตไว้เลยนั้นก็อาจไม่ใช่สิ่งที่คนถูกข่มขืนทุกคนเลือกจะเป็นเช่นกันเพราะงั้นกฎหมายถ้าจะออกจริงๆควรต้องแยกเพื่อรักษาเปอร์เซนต์ของการรอดชีวิตของผู้ที่ถูกข่มขืนด้วย



จริงครับที่ประเทศไทยกฎหมายอ่อนมาก


กฎหมายเมืองไทยอ่อนเกินไป ขั้นต่ำที่สุดในการข่มขืนก็แค่จำคุกซึ่งนั่นไม่เพียงพอ ไม่งั้นเด็กไม่กี่ขวบคงไม่มองว่าเป็นเรื่อง "ช่างมัน" แล้วก็เกิดข่าวแล้วข่าวเล่า เด็ก 10 ขวบบ้างละ เด็ก 13 ขวบบ้างละ อายุแค่นั้นก็ไม่รู้จักเกรงกลัวอะไรกันแล้ว


By:NICKY

Saturday, July 5, 2014

เตร่ๆราม 2 คนเดียว

เกริ่นๆหน่อย
เนื้อหาต่างๆที่เคยเขียนมาสามารถกดเลือกอ่านย้อนหลังได้จากด้านขวานะครับ
จะมีปีให้เลือกก่อนและจะมีหัวข้อให้เลือกตามมา...

พยายามอัพเดจบล๊อคบ่อยๆเพราะชอบกลับมาย้อนอ่านสิ่งที่เคยผ่านมา

วันนี้ช่วงเช้าถนนบางนา-ตราดขาออก กม.9 ในขณะที่กำลังรีบขับรถไป BUIC ก็เบรคกระทันหันอย่างแรง
เราก็เอ๊ะทำไมรถมันติดขนาดนี้วะเนี่ย ตามมาด้วยเสียงเบรคแรงมาก
หลังจากค่อยๆเขยิบไปได้นิดนึงก็เห็นภาพรถขนข้าวสารพลิกตะแคงสดๆซิงๆเลย
ตำรวจขี่มอไซค์มากันเส้นทางเพื่อให้รถคันอื่นเบี่ยงไว้ข้างๆทาง
อันตรายจริงๆมีรถหลายคันที่ขับมาด้วยความเร็วละเหยียบเศษข้าวที่กระจายที่ถนนลื่นล้อปัด
แต่โชคดีที่ไม่มีคันอื่นเป็นอะไรมาก ใช้รถใช้ถนนยังไงต้องมีสติกันตลอดเวลานะครับ


ผ่านมาช่วงบ่ายขับรถกลับมาขาออกบางนา​-ตราด (เช่นเคย)เอาอีกแล้ว...เอี๊ยดดด...ยาวเลย
ก่อนถึงช่วงราม 2 มีรถชนกันเป็นรถทัวร์ 2 คันชนกันเองแล้วไถลไปเสยตูดกับกะบะและรถเก๋ง
ทำให้รถติดกันยาวมากๆ (ยิ่งวันศุกร์อยู่แล้วยิ่งติด) แต่รู้เลยว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดเพราะอะไร
ผมมักเห็นประจำที่พวกรถทัวร์ชอบขับจี้ๆกัน ไม่แปลกที่ถ้าเกิดการเบรคกระทันหันจะเอาไม่อยู่
แล้วเป็นไงก็ซวยกันต่อๆไปข้างหน้าเพราะแรงเบรคกับน้ำหนักรถทำให้ไถลไปชนกับคันอื่นที่ไม่เกี่ยว
(ผมถ่ายไม่ทันพอดีขับอยู่คนเดียว)

ทีนี่ช่วงเย็นเป็นรถแทกซี่จะแหย๋ออกขวา ส่วนเก๋ง (แอคคอร์ด)จะเบี่ยงออกซ๊าย
แต่อิท่าไหนไม่รู้เสยก้นกันจนสปอยเลอร์หลังหลุดแล้วก็ทำให้เบรคกระทันหันคันที่อยู๋ด้านหลังเสยตูดไปอีก
ทีนี้ติดกันยาวจ้า...... ขับรถต้องใจเย็นๆกันหน่อยครับ บางครั้งปล่อยให้เขาไปบ้างสลับกันบ้าง
เสียเวลานิดหน่อยดีกว่าต้องมาเสียเวลารอประกันเมื่อชนกันนะครับ
(ถ่ายไม่ทันอีกเพราะขับกลับบ้านคนเดียว)

ขับรถเข้าไปราม2แค่เพราะอยากกินน้ำเต้าหู้2ถุง แต่รถติดด้านในซอยเกือบ45นาที พอไปถึงพบว่ามีจัดงานของลดราคาเต็มเลย เอาวะไหนๆก็เสียเวลาเข้ามาละลงเดินหน่อยเป็นไร
แต่ด้วยความที่เดินคนเดียวเห็นนั่นเห็นนี่ก็อยากได้ไปหมด T_T(ไม่มีคนเบรคไง)
จนเดินมาถึงร้านติดฟิลม์มือถือ เลยล้วงเอา Note3 มาพิจรณาซักพักอื่มมันควรเปลี่ยนได้ละ คนขายก็เล้าโลมเก๋งเก่งจากราคาโปรหน้าร้านที่เป็นแรงดึงดูให้เข้าไปในร้านคือ เริ่มต้น49฿!!! บร๊ะ กลายเป็นนั่นดีกว่าโน่นดีกว่านี่ดีกว่า ไปลงเอยที่ฟิลม์ถนอมสายตา Blue light cut... ละแล้วฉันก็โดนฟันไปที่ราคา380฿. หวังว่าเอ็งจะถนอมสายตาข้านะ!! focus blue light cut -_-"
เดินกลับบ้านแบบงงๆจะมาซื้อน้ำเต้าหู้2ถุงไหงหิ้วนี่โน่นนั่นกลับมา5-6ถุงซะงั้น T_T
กลายเป็นน้ำเต้าหู้แค่ 2 ถุง, รองเท้า, นาฬิกา, ก๋วยจั๊บน้ำข้นอีก
ทั้งๆทีก่อนหน้านี้ขับรถไปหม่ำสเต็ค Santa Fe มาแล้วนะ



ผมอัพผ่าน iPad ถ้าหากการเว้นบรรทัดทำให้งงหรือภาพใหญ่เล็กไม่เหมาะกับสายตาก็ขออภัยด้วย
มันจัดการจัดลำดับไม่ได้เหมือนในคอมแล้วจะแก้ไขทีหลังครับ

Thursday, July 3, 2014

Toscana La Festa 2014

หลังจากหายไปนาน (นานมากจริงๆ)
เพราะปกติแค่ Facebook กับ Instagram ก็เล่นตลอด _"_
เนื่องจากเสาร์ที่ผ่านมาที่ Toscana ได้จัดงาน Toscana La Festa 2014
ซึ่งเป็น Private Party สำหรับลูกบ้านและแขกของลูกบ้าน งานจัดยิ่งใหญ่มากครับ
และไฮไลท์สำคัญคือเราได้เชิญนางงาม MUT2014 มาเดินแบบในชุดว่ายน้ำสไตล์ Toscana ด้วย
นางงามทั้ง 10 ท่าน ตั้งแต่ MUT2013 และ MUT2014 ทุกคนนี่ไม่ใช่เล่นๆเลยจริงๆ
และขาดไม่ได้คือนักร้องของเราเองโดยน้อง Rose KPN และ น้องเรน (น้องสาวคนกลางและคนเล็ก)
(วีดีโอผมตัดต่อไว้นิดหน่อยด้านล่างครับ)

เนื่องจากงานเริ่มตอนเย็นทำให้ช่วงกลางวันน้องๆเทสไมค์ เซทตารางบนเวทีเสร็จก็ไปพักผ่อนกัน
อากาศแบบนี้ถ้าไม่ได้ลงน้ำนี่ถือว่าพลาด จัดเลยครับ
ทุกภาพผมจะลงไว้เป็นภาพเล็กเพื่อง่ายต่อการ Load หน้า Blog
แต่ถ้าจะดูภาพใหญ่ต้องกดเข้าไปดูเองครับ


เล่นน้ำเห็นบรรยากาศแบบนี้จะบอกว่าลมพัดสบายมากครับเขาใหญ่
แต่เห็นร่มๆลมอ่อนๆแบบนี้ไอแดดนี้ทำเอาดำเชียวนะขอบอก T_T


ไหนๆและก็ขอโปรโมทเลยแล้วกันว่าทาง Toscana จะเปิดโซนโรงแรมให้พักอีกไม่นาน
เนื่องจากโซนพลาซ่าด้านหน้าของโครงการจะมีกำหนดเสร็จปลายปีหน้า(ถ้าไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน)



มาชมภาพบรรยากาศในงานกันบ้างดีกว่า



สำหรับวันนี้หลายๆท่านจะได้ Test drive พวก sportcar หลายๆรุ่น Lamborghini, Maserati, Aston martin, rolls royce, Brabus  ส่วนท่านไหนสนใจก็ติดต่อฝ่ายขายสั่งจองรถกันได้เลย ถือว่าสะดวกมาก
เพราะในโครงการเราเป็นโครงการส่วนตัวดังนั้นถนนภายในโครงการจะจัดไว้ให้เหยียบได้เต็มที่
เอาความมันส์ไปกันเต็มๆครับ ^_^


ส่วนท่านผู้หญิงทั้งหลายที่ไม่อยากคอยการทดลองขับรถของคุณผู้ชายก็มาใช้บริการ spa ได้ครับ
รับลองว่าบรรยากาศห้องทำให้ลืมที่อื่นไปเลยทีเดียว (ขออัพเดจรูปภายในห้อง spa หน้าถัดไปนะครับ)
ภายในตกแต่งสไตล์ Toscana จริงๆ และการบริการนี่ถ้าไม่ 5 ดาวเราไม่ทำ!
รับความประทับใจก่อนออกจากห้องเลย ^_^

เอาละมาถึงช่วงค่ำกันแล้วได้เวลานักร้องและนางงามของเรามาเดินแบบชุดว่ายน้ำกันละครับ
จริงๆผมถ่ายวีดีโอคนต่อคนไว้แต่มันจะยาวไปเลยตัดแค่สั้นๆของแต่ละคนมา
ถ้าว่างๆอาจจะตัดเพิ่มเป็นรายคนมาอัพลงเล่นๆเก็บไว้ดูเพลินๆ
รักใครชอบใครปลื้มใครก็ส่องกันเอาเลย อิอิ 
(ลงเป็น link video ไว้ครับ)

หลังร้องเพลงเสร็จ N'Rose KPN

หลังร้องเพลงเสร็จ N'Rain




แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าครับ ^_^ รับรองมันส์กับการขับรถวิบาก

Friday, March 21, 2014

การยัดเยียดมุมมองของละครไทย (สามีตีตรา)

วันนี้ผมมีเนื้อหาดีๆอยากให้ลองได้อ่านกัน
ถือว่าเป็นการเปิดมุมมองอีกแง่นึงในฐานะคนดูละคร(บางเรื่อง)

เนื้อหาดีๆที่ควรอ่าน ความคิด มุมมอง ที่ถูกยัดเยียนผ่านละครไทยด้วยสายตาคนดู
ในขณะที่ทุกคนสะใจที่ตัวละครร้ายคนนึงกำลังถูกตัดสินแปลว่าภายใต้ในจิตใจเราเองในตอนนั้น
มีความคิดที่ยอมรับว่า "การถูกลงโทษด้วยการข่มขืนมันเหมาะสมแล้ว".......
ปล.ต้องขอบคุณผู้เขียนบทความนี้ เชื่อว่าหลายคนก็อาจมีความคิดคล้ายกันแต่ไม่ได้เอามาวิเคราะห์และคิดถึงผลกระทบที่มันค่อยๆฝังรากเข้ามาในจิตใต้สำนึกผู้ชม
แต่เมื่อได้เอามาชำแหละทีละท่อนๆทีละข้อก็ทำให้มุมมองมันกว้างขึ้นและกระจ่างขึ้น ปล.ผมไม่ได้ดูละครเรื่องนี้ _"_ แต่เห็นแฟนเปิดก็มีผ่านๆเข้าหูมาหลายประโยคหลายบทอยู่



เครดิตผู้เขียนจากเว็บนี้ครับ https://medium.com/p/642abc460495
ผมขอยกเนื้อหามาให้ในนี้ได้อ่านกันนะครับพอดีเพื่อนผมบางคนที่อยู่ ตปท.บอกเปิดเว็บเขาแล้วโหลดไม่ขึ้น เลยคิดว่าน่าจะป็นบางประเทศ


ใครเป็นคนข่มขืนสายน้ำผึ้งกันแน่

หรือสามีตีตราจะเป็นละครเชิดชู rape culture แห่งปี



(เอาจริงๆ ตอนแรกว่าจะเลิกดูละครเรื่องนี้แล้ว เพราะรำคาญคุณนายพวงหยก
แต่เห็นประเด็นเรื่องสายน้ำผึ้งเมื่อคืนเลยขอเขียนถึงซักหน่อย
คือ ลงทุนไปไล่หาดูฉากนี้ฉากเดียวเลยนะ /แต่ดูจนเกือบจบ)
เข้าใจว่าในฉากที่ว่า สายน้ำผึ้งไปเลี้ยงข้าวลูกค้า ซึ่งระหว่างการคุยกันกรุบกริบๆ ข้ามหัวแก้วไวน์
นางใส่จริตของนางไปด้วย แล้วทีนี้ลูกค้าเมาชะ? เอาไปส่งที่ห้องชะ? แล้วลูกค้าพยายามข่มขืนนางชะ?
แล้วลูกค้าบอกนางว่า “ถ้าคุณไม่ได้มาเพื่อให้ความสุขผม คุณจะแต่งตัวซะสวยทำไม
คุณจะอ่อยผมทำไม” /ประมาณนี้ 
แล้วดั่งแหวกเมฆ พอบอกปุ๊บว่าสายน้ำผึ้งอ่อย
ลูกค้าตัวประกอบคนนี้มีความชอบธรรมในการข่มขืน
สายน้ำผึ้งในสายตาคนดูทันที
ถ้าให้ว่ากันตรงๆ ละครไทยจะมีองค์ประกอบของการข่มขืนอยู่ตลอดนะ พระเอกข่มขืนนางเอกบ้าง
(อย่ามาแอ๊บเรียกว่า hatesex มันไม่ใช่) ตัวร้ายข่มขืนนางเอกบ้างและตัวร้ายโดนข่มขืนโดย
ตปก. (ตัวประกอบ) บ้าง คุณอาจจะพูดว่ามันเป็นละคร แบบนี้มันดราม่า มันแซ่บดี
แต่คุณรู้ตัวรึเปล่าว่าคุณซึมซับอะไรมา


rape culture หมายถึงวัฒนธรรมที่สนับสนุน มองผ่าน หรือแก้ต่างการข่มขืนรวมทั้งมองว่า
การข่มขืนเป็นเรื่องปกติหรือมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ทั้งยังครอบคลุมไปถึงการโทษเหยื่อที่ถูกข่มขืน
และ sexual objectification ด้วย /ตัวอย่างของ sexual objectification หาได้ง่ายๆ บนปก FHM
บนแผงหนังสือในเซเว่นใกล้บ้านท่าน (
“Rape Culture”. Wikipedia)

ถึงเวลารึยังที่จะตระหนักถึง rape culture?



ในละครไทยที่มีการข่มขืนอยู่ตลอดเวลาจึงเป็นการสนับสนุนวัฒนธรรมการข่มขืนนี้
คือไม่ได้บอกว่าละครไทยกำลังบอกยูวว่า “เฮ้ มาข่มขืนกันเถอะยูว” แต่กำลังบอกว่า
“การข่มขืนมันปกติ” “การข่มขืนเป็นการลงโทษที่เหมาะควรแล้วสำหรับผู้หญิงที่ทำตัวนอกลู่นอกทาง”
หรือกระทั่ง “การข่มขืนคือความรัก”
เมสเซจที่ว่า “การข่มขืนคือความรัก” นี่ก็เป็นเทรนด์ที่สิงสู่ละครไทยนานเหมือนกันนะ
พวก trope ที่พระเอกข่มขืนนางเอกแล้วรักกัน … ถามจริง
ยูวเป็นนางเอกยูวจะเอาคนที่ข่มขืนยูวเป็นสามีจริงๆ เหรอ
อันที่จริง สามีตีตราก็มี trope นี้เหมือนกัน คือ ศิวา ขอบอกตรงๆ ว่าเกลียดศิวาตั้งแต่มันออก
คือ จุดนี้ศิวายังไม่ได้ act out การข่มขืนก้อยจริงๆ แต่ถ้ามาลองคิดดู
สิ่งที่ศิวาทำคือการข่มขืนในรูปแบบหนึ่งรึเปล่า คำพูดของศิวาก่อนได้เป็นแฟนก้อยมักจะพูดซ้ำๆ ว่า
จะเอาก้อยเป็นแฟนให้ได้ อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากได้ก้อยก็ต้องได้
ถึงขั้นขอพ่อตัวเองขอแม่ก้อยแต่งงานกับก้อย (แล้วคนแม่ก็อนุญาตไง)
ก้อยจะไปเมืองนอกก็ไม่ให้ไป คือทั้งหมดนี้น่ะ ก้อยไม่ได้มีความเห็นชอบอะไรใดๆ เลย
และศิวาไม่เคยถามความเห็นชอบใดๆ จากก้อยเลย
แล้วศิวาก็เคลมกันว่ามันรักก้อย /หึ

กลับมาที่สายน้ำผึ้งก่อนเถอะ

สายน้ำผึ้งชีเป็นชะนีย์ที่ manipulate และซาดิสต์นะว่าไป แต่ฟีเจอร์เด่นๆ ของนางโพสต์ภูเบศน์คือ
นางใช้เรือนร่างและความเป็นผู้หญิงของนางเป็น หรือที่เรียกกันว่า “อ่อย” คือก็ยอมรับแหละ
ว่านางอ่อยไปทั่ว อยากได้ผู้ชายของชาวบ้านเหลือเกิน แต่ประเด็นแย่งสามีชาวบ้านกับแบ็คสตอรี่นาง
เราไม่ขอพูดถึง
ดังที่บอกไปข้างต้นว่า เมสเซจหนึ่งที่ละครมักจะส่งมาคือ “การข่มขืนเป็นการลงโทษที่เหมาะควรแล้ว
สำหรับผู้หญิงที่ทำตัวนอกลู่นอกทาง” คือ เราต้องมาพูดถึง binary opposition ของผู้หญิงนิดนึง
ในละครไทยจะเห็นความตรงกันข้ามของผู้หญิงสองประเภทอย่างชัดเจนมาก นางเอกต้องเป็น virgin
ต้องเรียบร้อย ต้องหัวอ่อน ต้องรักนวลสงวนตัว ส่วนนางร้ายจะต้องเป็น slut มี sex appeal สูงๆ
แข็งกร้าว วีน โน่นนี่ สายน้ำผึ้งเป็นตัวร้ายก็ต้องเป็นแบบหลังนี่แหละ
แล้วลงโทษทำไม ลงโทษไปเพื่ออะไร คือในงานวรรณกรรมมันจะมีสิ่งที่เรียกว่า poetic justice
ทำดีได้ดี ทำชั่วต้องถูกลงโทษ มันก็เชิงว่าเป็นการสอนกลายๆ น่ะแหละ
ทีนี้ การข่มขืนสายน้ำผึ้ง (โอเค มันยังไม่เกิด แต่มันก็เกือบเกิดใช่มั๊ยล่ะ) เป็นเหมือน “การลงโทษ”
นางที่นาง “อ่อยผู้ชาย” ซึ่งไม่ใช่แต่ตปก.ลูกค้านาง แต่รวมถึงพิศุจน์กับศิวาด้วย
ขอไม่พูดต่อเรื่องที่พิศุจน์วิ่งมาช่วยอย่างรวดเร็วให้นางรอดพ้นมาได้
แต่ขอข้ามไปหลังจากที่นางรอดมาแล้ว สิ่งที่นางพูดคือ
“ผึ้งไม่อยากแจ้งตำรวจ ผึ้งอาย ผึ้งไม่อยากให้ใครรู้ไปมากกว่านี้ ถ้าใครรู้
เค้าไม่คิดกันหรอกว่าผึ้งจะถูกปล้ำ เค้าคิดกันทั้งนั้นแหละว่าผึ้งจะจับผู้ชายเอาเงิน”
ถ้าละครไทยเคลมว่าสะท้อนสังคม ประโยคนี้แหละค่ะที่ยูวสะท้อนสังคมจริงๆ
เอาจริงๆ มีไม่น้อยที่เหยื่อข่มขืนในชีวิตจริงไม่ยอมไปแจ้งความเพราะอาย แถมพอแจ้งความแล้ว
สิ่งที่เค้าได้รับไม่ใช่ความยุติธรรมเพียงอย่างเดียวเขาถูกสังคมตัดสินไปต่างๆ นาๆ ถูกสังคมกล่าวโทษ
ถูกตราหน้า โน่นนี่นั่น คือมันเยอะอ่ะ เยอะจนแบบคนที่ข่มขืนมันติดคุกยังอยู่สบายกว่า
แต่เหยื่อต้องอยู่กับบาดแผลทางจิตใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็ทนกับคนที่ไม่เข้าใจและโทษเหยื่อ

ปฏิกริยาคนดูต่อการข่มขืนสายน้ำผึ้ง

คือ บังเอิญว่ารูปหนึ่งของ drama-addict เด้งขึ้นมาในนิวฟีดส์ ในรูปนี้คือยูสเซอร์คนหนึ่ง
แสดงความสะใจที่สายน้ำผึ้ง (เกือบ) โดนข่มขืน คุณจ่าก็บอกว่าแม้สายน้ำผึ้งไม่ดียังไง
นางก็ไม่ควรโดนข่มขืนนะ

แต้บมาจากเฟซบุ๊ค drama-addict นะคะ

คอมเมนต์ส่วนใหญ่เท่าที่เห็นคือ ออกมาชี้แจงกับจ่าว่า “สายน้ำผึ้งอ่อยเค้าก่อนนะ” /
คนที่ออกมาเห็นด้วยกับจ่าก็มี /คนที่บอกว่าเครียดทำไมแค่ละคร … ก็มี
เท่าที่เห็น ฉากพยายามข่มขืนสายน้ำผึ้งกินเวลานานมาก คิดว่าคงจงใจเร้าผู้ชมให้รู้สึกลุ้นระทึก
ไปกับฉากนี้ … มองในแง่นึงคือ ผู้ชมเป็น witness ของการพยายามข่มขืนครั้งนี้
แล้วสิ่งที่ผู้ชมได้คืออะไร ไม่ใช่รู้สึกกังวล แต่คือความสะใจใช่รึเปล่า คือเรานั่งดูแล้วคิดกันใช่มั๊ยว่า
สมน้ำหน้า สมควรโดนแล้ว และมีความสุขกับการเห็นสายน้ำผึ้งโดนชำเรา
จุดนี้ ละครไม่ได้สะท้อนสังคม จุดนี้ละครกำลังบอกว่า นี่คือการลงโทษอันชอบธรรม
แล้วปฏิกริยาของคนดูคือ ยอมรับว่าการข่มขืนผู้หญิง category slut เป็นสิ่งที่เกิดเป็นปกติ
และชอบธรรมด้วย เพราะเธอรนหาที่เอง สายน้ำผึ้งถูกคนเขียนบทวางเธอไว้ในสถานการณ์
ที่เกือบถูกข่มขืนเพื่อเป็นการสั่งสอนผู้หญิงแบบสายน้ำผึ้งให้ไม่ทำตัวอย่างที่สายน้ำผึ้งทำ
เพื่อสั่งสอนว่าถ้าทำตัวแร่ดก็จะถูกข่มขืน
และถ้าผู้ชมดีเฟนด์ตัวเองว่าแยกออกว่าการข่มขืนในละครกับในชีวิตผู้ชมมองต่างกัน
ขอให้ผู้ชมถามตัวเองว่าเวลาได้ยินข่าวข่มขืน ความคิดแรกของคุณคือ “เหยื่อแต่งตัวโป๊รึเปล่า”
หรือ “ผู้หญิงมันต้องอ่อยผู้ชายสิ ไม่งั้นผู้ชายไม่ทำหรอก”
นั่นหมายความว่าปฏิกริยาที่มีต่อการข่มขืนในชีวิตจริงของคุณไม่ต่างจากปฏิกริยาที่คุณมี
ต่อการข่มขืนในละครหรอก
การข่มขืนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และไม่ใช่การลงโทษที่ใครควรจะได้รับ
/จบ
/จริงๆ เหมือนยังครอบคลุมมิติอื่นๆ ของ rape culture ไม่ครบ แต่เอาแค่นี้ก็งงเองแล้ว
/ไม่ได้เขียนอะไรยาวๆ แบบนี้นานแล้ว
/อุทิศเวลาทำธีสิสมาบ่น
------------------------------------------------------------
ปล. ขอขอบคุณเนื้อหาผู้เขียนอีกครั้งครับ

Wednesday, February 5, 2014

อะไรคือความเท่าเทียมของ ญ และ ช

สงสัยความคิดของคนไทยอยู่อย่างนึงว่าต้องการความเท่าเทียมสำหรับ ญ และ ช ไปเพื่ออะไร
ในเมื่อยังเปลี่ยนความคิดเดิมๆสมัยก่อนออกจากหัวตัวเองไม่ได้?
ยังคงคิดว่าถ้าผู้ชายไม่มีอะไรเป็นของตัวเองจนอายุ 30+ อย่าได้เอาทำ”ผัว”
แล้วผู้หญิงควรมีอะไรจน 30+ แล้วถึงควรจะเอาทำ”เมีย”
ยังไม่เคยได้ยินประโยคหลังนี้เลย...... เพราะอะไร?

ถ้าคนผู้นี้ยังยืนยันว่าเป็นผู้หญิงที่มีศักดิ์ศรี พ่อแม่เลี้ยงมาให้เป็นคน
ไม่ใช่วัวหรือควายที่ต้องเรียกสินสอดเพื่อให้ผู้ชายเอามากองเหมือนแลกลูกตัวเอง
วัฒนธรรมหรือ? เงินควรเป็นเงินกองกลาง สะสมกองกลาง และใช้กองกลางมากกว่านะในความคิด
ถ้าคิดจะสร้างครอบครัวด้วยกัน...

หรือจะบอกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นหลักประกันว่าผู้ชายพร้อมที่จะดูแล
เดี๋ยวนะ!!!! แต่งงานกันไปเพื่อดูแลกันและกันไม่ใช่เรอะ?
และต่อให้คนมันจะไม่ดูแลนะต่อให้มีก่อนแต่ง หลังแต่งมันก็ผลาญกันได้

อนาคตน่าจะมีถ้าผู้หญิงยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเองหลัง 30+ ไม่ควรเอา”ทำเมีย”บ้างละ

จากความรู้สึกส่วนตัว ย้ำว่าส่วนตัว!
หลักความคิดนี้มีเพราะคิดว่าผู้ชายจะต้องเป็นผู้ดูแล
เป็นช้างเท้าหน้า เป็นหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เป็นตัวสร้างครอบครัว
แต่เพราะสิ่งเหล่านี้แหละคือตัววัดระดับความไม่เท่าเทียมของ ญ และ ช

เพราะงั้นอย่าถามหาความเท่าเทียมถ้ายังขจัดความคิดที่ลำเอียงออกจากหัวไม่ได้

By Nicky