Saturday, February 14, 2015

Valentines Day 2015

เป็นวันวาเลนไทน์ปีที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่เราได้อยู่ด้วยกัน 6,7,8?
เป็นกี่วาเลนไทน์แล้วที่เรารู้จักกัน? 13,14,15,16ปี จำไม่ได้




อยู่ด้วยกันทุกวันตื่นเช้าก็เจอหน้ากันก่อนนอนก็เจอหน้ากัน (ชักจะเหม็นขี้หน้า 555 ล้อเล่น)
ทุกๆวันมันสำคัญหมดนะถ้ายังมีกันและกันอยู่ แต่วันที่มันพิเศษกว่าวันอื่นๆตามเทศกาลก็ไม่เคยลืมนะ
เพราะมันคือส่วนเติมเต็มวันปกติให้มีสีสันมากกว่าวันธรรมดาที่เรียบง่ายเป็นเส้นตรง
แหม๋คนเราวิ่งทางตรงทุกๆวันซักวันก็ต้องเบื่อจริงปะ? กินอาหารซ้ำๆบ่อยๆยังเอียนเลย
มันก็ต้องมีวันที่ทำให้มันพิเศษกว่าวันสำคัญธรรมดาๆหน่อย
แต่ละปีของขวัญที่ให้กันกี่ชิ้นต่อกี่ชิ้นก็ไม่รู้ จนปีนี้ก็ไม่รู้จะซื้ออะไรให้แล้วมันวนแล้ววนอีก
เหมือนแต่ละปีเราก็โตขึ้นซื้อแต่ละอย่างตั้งแต่ของเล่นของตั้งโชว์,แหวน,กล้อง,กระเป๋า คือมันเยอะแยะมากมายจนกลายเป็นของธรรมดาที่ซื้อให้กันไปแล้ว แต่ที่สำคัญคือความผูกพันและก็อยากให้มันโตไปด้วยกันแบบนี้ทุกๆปีเลยนะ
ร้านอาหารก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรเพราะวันปกติเราก็กินอาหารนอกบ้านทุกเย็น
จะว่าไปเป็นแบบนี้ทุกๆปีตลอดไปมันก็ไม่แย่ซักเท่าไรนะ ^3^
เราไม่รู้หรอกนะว่านิยามคำว่าคู่ชีวิตแต่ละคนมันแตกต่างกันยังไงแต่สำหรับเรา
เราเชื่อนะว่าความหวานของทุกคู่มันจะจางลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่มากขึ้นทุกวันจนบางคู่ไม่รู้ตัวคือ “ความผูกพัน” มารู้ตัวอีกทีก็ผูกแน่นซะจนแกะไม่ออกซะละ ส่วนความรักก็ขอไม่พูดถึงมากเพราะความรักมันเป็นเหมือนความรู้สึกที่สมองมันสั่งงาน บางวันมันก็รู้สึกรักจนเอ่อล้นใจ บางวันมันก็รู้สึกอยากเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าไว้งั้น :P แต่ที่แยกกันไม่ขาดในหลายๆคู่ก็คือความผูกพันอยู่ดีนั่นแหละ ความผูกพันมันไม่ได้สร้างกันง่ายๆนะ นอกจากใช้เวลาน๊านนานแล้วยังต้องใช้ความรู้สึกที่คอยจูนหากันอยู่ทุกๆวินาทีอีกต่างหาก
มีกันและกันแบบนี้มันก็รู้สึกดีแล้วหละ
NJ Love u na krab


PS:
อยากให้ทุกๆคนคิดนะโดยเฉพาะสมัยนี้ เทคโนโลยีทำให้คนเรารู้จักกันง่าย หน่ายกันเร็วไม่เหมือนสมัยก่อนติดต่อกันยาก กว่าจะตัดกันขาดคิดหน้าคิดหลังคิดแล้วคิดอีก กว่าคนสองคนจะโคจรมาชนกันนี่ไม่ใช่ง่ายๆนะคนทั้งโลกไม่ใช่คนสองคนซะมะไหร่ แทนที่จะมองประโยชน์ของเทคโนโลยีที่ทำให้คนสองคนมีคอนแทคติดต่อกันตลอดเวลายามที่ต้องการกันและกัน แต่กลับใช้มันในทางที่แชร์ความรู้สึกดีกับคนอื่นอีกคนจนกลายเป็นปันหามือที่สาม ((เดี๋ยวๆนะเกี่ยวไรกับเราวะ 555 จบดีกว่าเดี๋ยวจะยาวกว่านี้)) อย่าปล่อยให้ความรักเป็นเส้นตรง เพราะเมื่อไรที่ถึงทางแยกมันจะเป็นช่วงเวลาแห่งการท้าทายให้ใครซักคนอยากลองแวะทางอื่นบ้าง
Happy Valentines Day นะครับ ^_^



Sunday, February 8, 2015

POMADE


หลังจากเทสตัวนั้นลองตัวนี้สุดท้ายมาลงเอยที่ 3 ตัว
ผิดคาดมากๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าค่ายของไทยจะตีค่ายของนอกอย่างฉลุ๋ย
เป็นการทดสอบส่วนตัวนะครับ ขึ้นอยู่กับเส้นผมแต่ละคนด้วย
ตัวเองเป็นคนผมเส้นเล็กมากและชี้สุดๆบวกกับขวัญที่มีอยู่ 3 อันบนกะบาล
เวลาจัดทรงทีนี้คือปวดหัวมากไม่รู้จะหมุนผมปัดไปทางไหนดี
ลองตามคำแนะนำหลายๆคนมาเรื่อยๆ





-Bona Fide = ถือว่าดีกลางๆ กลิ่นหอมบางๆแต่ปันหาโดยส่วนตัวคือมันเป็น Fiber ดังนั้นเวลาหวีจะทำให้มีเส้นใยของ Fiber ติดหวีมาด้วยเสมอ ระหว่างวันผมมีแยกจากกันบ้าง
(ใช้ตอนผมแห้ง)
-Murray = กลิ่นชวนย้อนยุคมากๆผมอยู่ทรงหวีได้ทั้งวันไม่กระจายแต่ล้างยากพอควรเลย (ล้างเอง4รอบหัวยังฝืดๆ-,,-) แต่ใครลงทุนซื้อน้ำยาล้างมาให้ล้างง่ายก็ไม่ว่ากันแต่เปลืองนะ
-Glamouroso - ค่ายคนไทยคุณภาพเกินตัวจริงๆ ตอนแรกคือใช้ Suavecito แต่เชื่อไหมว่ากลับไม่อยู่หัว พลังการจัดทรงไม่คงทนทั้งวันแต่ตัวนี้อยู่ได้ทั้งวันจริงๆ
-Iron fist สูตรใหม่ล่าสุด Strong fist ต่างจากสูตรเก่าสีฟ้าราวฟ้ากับเหวเลย ค่ายคนไทยเหมือนกันแต่คุณภาพโดนใจกว่า Layrite ซะอีกกลิ่นแรงไปนิดสงสัยผสมน้ำหอมมากไปแต่พลังการอยู่ต่อวันนี้คือทั้งวันจริงๆสระออกง่าย2น้ำสบายๆ

ก่อนสั่งมาลองพวกนี้สารภาพเลยว่าเคยพูดไว้เองว่าไม่อยากใช้ค่ายของไทยเพราะราคาไม่ต่างอะไรกับซื้อของนอกเลย ของนอกราคา 690 ของไทย 550-590 คืออีกแค่ 100 เดียวในใจก็คิดว่าก็เอาที่มัน Original ไปเลยดีกว่า แต่พอลองมาใช้ตามที่คนแนะนำมาหลายๆตัวกลายเป็นว่าแทบไม่แตกต่างกันเลยจริงๆอะอยู่ที่ความชอบกลิ่นมันซะมากกว่า แต่ที่แน่ๆค่ายไทยคุณภาพของสองยี่ห้อนี้ดีจริงๆดีกว่าที่คาดหวังไว้มากเสียดายที่ Iron fist ทำกลิ่นไม่โปร่งเหมือนพวก Suavecito ไม่งั้นหละแหล๋มเลย

แต่อย่างว่าแหละพวก Pomade หรือ Wax ต่างๆรวมถึงเจลใส่ผมของ Gatsby ไม่ว่าจะสูตรไทยหรือสูตรญี่ปุ่นต้องยอมรับว่าอยู่กับสภาพเส้นและทรงผมจริงๆ

ตอนนี้ยอมรับเลยว่าหลงรักพวก Pomade เพราะมันเป็นแว๊กซ์ขี้ผึ้งตั้งแต่ใช้มาไม่เคยหนังหัวแห้งหรือรังแคเลย แตกต่างจากพวก Gatsby มีส่วนผสมของสารที่ทำให้แข็งและอยู่ทรงแต่จะหวีระหว่างวันเพื่อจัดทรงไม่ได้ พอโดนแดดก็แผ่รังสีออกมาโดนหนังหัว คันบาง แห้งบ้าง รังแคบ้าง สารพัด Y_Y

Monday, September 15, 2014

SIAM PARK CITY 2014



ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตได้มีโอกาสไปที่สวนสยามครั้งที่ 2 ในชีวิต
(ครั้งแรกเมื่อปี 2010) มากี่ครั้งกี่ครั้งก็ได้แต่เป็นคนถือของตามต๊อกๆ
ซื้อสายคาดเหมาเครื่องเล่นเข้านะ แต่เล่นอะไรไม่ได้ซักอย่าง

งวดนี้เอาวะเล่นบ้างละกัน เล่นไปไม่กี่อย่างเจออิ Spider ไปตัวเดียวถึงกับเงิบ
ลงมาเดินเป็นปูเสฉวนเชียว
นอกจากจะหมุนเป็นวงกลมแล้วมันยังหมุนรอบตัวเองอีกแหนะ

ภาพถ่ายอยู่เครื่องใครบ้างไม่รู้ยังไม่ได้รวบรวมมาลง
แต่ Video พอดีเอากล้องคล้ายๆ GoPro ไปเลยถ่ายมาได้เยอะ
ยังไม่ค่อยมีเวลาตัดงานเลยไม่เนียนใส่ Sound effect ไม่เยอะขออภัย

พอดีช่วงนี้ป่วยมา 2 วันติดไข้ขึ้นปวดหัวตัวร้อน
มีอาการคล้ายๆไข้หวัดใหญ่ หนักสมองมาก
เวลาเอียงหัวซ๊ายขวามีความรู้สึกสมองตัวเองเหมือนเต้าหู้ดึ๊งๆ
นั่งตัดวีดีโอไปจะหลับไปเพราะฤทธิ์ยา งั้นเอาไว้แค่นี้แหละ
ไว้รวบรวมรูปภาพได้อันไหนเดี๋ยวมา edit เพิ่มเอาครับ

ดูเป็น Video แก้ขัดแทนภาพไปก่อนนะ

หมายเหตุ พยายามที่จะอัพVideoขึ้น Socialcam มาสองวันละ
มันไม่ไปมันค้างอยู่ที่ 20% ตลอดไม่รู้เป็นอะไรเลยมาอัพลงทีนี่ไว้ก่อน

ดูวีดีโอคลิกที่นี่รูปภาพข้างล่างนี้ได้เลยครับ กดเลย!
ถ้าดูจากลิ้งค์ Facebook แนะนำให้กดที่ปุ่ม HD ที่คลิปด้วยจะได้ชัดๆ

 ดูคลิปที่ SIAM PARK 2014

หรือ จากลิ้งค์ SocialCam





Saturday, September 6, 2014

PENNE TUNA CALABRESE

PENNE TUNA CALABRESE

Penne Tuna Calabrese

วัตถุดิบ
-Penne (200-300g.)
-ทูน่าในน้ำมันกระป๋อง 1 กระป๋อง / หรือใครจะประยุกใช้ สเต็กทูน่าของ Rosa ที่เป็นซองๆก็ได้
รสชาติอร่อยเหมือนกันแต่เราควบคุมสิ่งที่ปรุงแต่งมาแล้วไม่ได้ผมเลยไม่เลือก
-Calabrese Sauce 1  ช้อนโต๊ะ
-พริกไทย
-กระเทียมผง
-น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
-ใบโหระพา (ถ้าอยากให้หอม)
-ไข่ไก่ 2 ฟอง
-พริกแห้ง

วิธีทำ
ต้ม Penne ประมาณ 10 นาทีคอยตักขึ้นมาราดน้ำเย็นแล้วชิมดูว่านิ่มหรือยัง
ถ้าได้ที่แล้วก็เอามาล้างน้ำเย็นก่อน

ในเตาให้ใส่น้ำมันมะกอกลงไปและพริกแห้งผัดให้หอม อย่าให้ไหม้ละ
แล้วเอา Penne เมื่อกี้ไปผัดกับน้ำมันมะกอก
ใส่ไข่ลงไปด้วยจากนั้นก็ใส่ Calabrese Sauce ตามด้วยกระเทียมผงและใบโหระพา

ส่วนปลาทูน่ากระป๋องให้เอามาผัดกับซอส Calabrese แยกต่างหาก
ใส่ผักพวกถั่วลันเตาหรือข้าวโพดลงไป
เอามาโป๊ะหน้า

เรียบร้อย ง่ายด้วยอร่อยด้วย

ลำดับความยาก 
ลำดับไขมัน      

                            (กดเพื่อกลับไปหน้าเมนูอาหารต่างๆ)

PROTEIN BARS CHOCO PEANUT

ลงมือทำ Protein Bars ด้วยตัวเอง
เพราะมี Whey รส Cookie and cream เหลือ
แบบว่าซื้อมาละมันรสชาติหวานชิบหายหวานกว่ารสอื่นๆที่เคยกินไม่ชอบเลย
จะทิ้งก็เสียดายซื้อมาถังนึง ก็จัดทำบาร์ซะเลย
ในใจอยากเปลี่ยนรสเพราะกินแต่ Chocolate จนเลี่ยนอะ
Update ใน Facebook เป็นรายวันแล้วเมนูเริ่มกระจัดกระจาย
ถึงเวลามาจัดเรียงตามเมนูแล้วเนอะ
วันนี้เสนอการทำ Protein Bars แบบง่ายๆ
ที่คำนวนแล้วพอดีสำหรับ(ผม)ต่อแท่งนะครับ


Dark Chocolate Peanut Butter Protein Bars No-Bake


ปกติกิน Whey ทุกวันหลายมื้อจนได้กลิ่นนมรสช๊อคโกแล้วแล้วผะอืดผะอม _”_ 
พอซื้อ Whey Cookie and Cream ดันแย่กว่าเดิม_”_
กลับไปกินรสเดิมก็ได้ฟระ
แต่เสียดายไอ้ Coockie and Cream ที่ซื้อมากระปุกใหญ่ 6lbs.
ก็จับมันมาทำ Protein Bars ซะเพื่อเป็น Snack เคี้ยวระหว่างวันแทนขนมถุง

Dark Chocolate Peanut Butter Protein Bars NO-BAKE

วัตถุดิบ
ใส่ Whey ไป 2 Heaping Scoop(334g)/scoop 
(สังเกตุได้ว่าสคูปนี้จะใหญ่มากเหมือนที่ตักแฟ๊บเลยเพราะเป็นสคูปสำหรับ Mass Gainer ครับ)
ผง Coco 1/2dl = 40g.
เนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
นมสด 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วแมคคาเดเมีย (เปลืงอันนี้จริงๆ) 2 ช้อนโต๊ะ
เมล็ดมะม่วงหิมะพาน 2 ช้อนโต๊ะ
เมล็ดทานตะวัน 1 ช้อนโต๊ะ
Oat (ข้าวโอ๊ต) 3dl. = 240g
สังเกตุว่าจะไม่ใช้น้ำตาลเลยเพราะมีความหวานในตัวจากWhey+Honey แล้ว
สามารถทำ Protein Bars ได้ 4-5 แท่งแล้วแต่จะแบ่ง

ใส่ลงแม่พิมพ์ก่อนเข้าฟรี๊ซ


วิธีทำ
เอาเนยถั่ว,น้ำผึ้งและผงโกโก้มาผสมกันก่อน ค่อยๆคนไปเรื่อยๆให้มันเข้ากัน
ค่อยๆใส่ข้าวโอ๊ตตอนนี้ให้โรยๆกระจายๆให้ทั่วพร้อมกับคนมันนะ
จะเริ่มจับตัวกันแล้วค่อยๆใส่ทุกอย่างที่เหลือลงไปคนทั่วให้เข้ากัน
คอยดูนะครับอย่าให้มันเหลวๆต้องให้มันเหนียวๆข้นๆหนืดๆ
ยิ่งคนยากเท่าไรยิ่งดีถ้าหากของใครเหลวให้เพิ่มข้าวโอ๊ตเข้าไปอีกครับ
ที่กำหนดปริมาณยากตรงนี้เพราะ Whey ของแต่ละยี่ห้อดูดซึมต่างกันละลายยากง่ายต่างกัน

ระหว่างนี้ให้เอาแม่พิมพ์ (กล่องพาสติก,ถาดอะไรก็ได้เอามาเหอะที่ใส่ได้)
เอาแผ่นฟรอยด์ปูเพื่อไม่ให้ติดแม่พิมพ์และทาเนยให้ทั่วแผ่นฟรอยด์นะครับ
จากนั้นตักที่เราผสมทั้งหมดมาใส่แม่พิมพ์อัดให้แน่นๆ ย้ำว่าให้แน่นๆเลย
และห่อทับด้วยฟรอยด์ปิดฝาเข้าตู้ฟรี๊ซซัก 2 ชม.เท่านี้แหละอร่อยเลย

เฉลี่ยแล้วเทียบเท่ากับกินแบบดื่มต่อแท่ง (เพราะดื่มแต่ละครั้งใช้ปริมาณโปรตีน 1/3 สกูปใหญ่)
กินระหว่างวันแก้หิวได้ดีเพราะมันอืดได้เต็มพุงมากๆ T^T
ทำไปทำมา เห้ยอร่อยใช่เล่นนะกินเพลินเชียว
ชอบแบบนิ่มที่เคี้ยวหนึบๆมากกว่าแบบกรอบๆนะ

(ใครอยากทำแบบกรอบก็ใส่ผงแป้งไปนิดนึงแล้วเอาเข้าเตาอบ30mins)
ตั้งเตาอบไว้ที่ 190c นะครับ
โดยส่วนตัวรู้สึกกินแบบนิ่มแล้วมันย่อยง่ายกว่าเคี้ยวง่ายกว่า

ทุกวันนี้แค่ต้องเคี้ยวอาหารก็ปวดกรามจนคางเป็นสี่เหลี่ยมละ T^T

Finally!! Yeah!! Easy and Yummy
ลำดับความยาก 
ความหวาน        
อร่อย                
(คะแนนสุดท้ายใครบอก 5555)

หลังจากแช่ฟรี๊ซแล้วกินง่ายๆทำแบบนี้นะครับ

ตอนอัดแท่งใช้ฟรอยด์ แต่หลังหั่นเสร็จแนะนำให้เอาแรปพลาสติกมาห่อจะกินง่ายแกะง่ายและไม่เสร่ยงเผลอกินเศษฟรอยด์ด้วย เพราะเวล่แกะฟรอยด์ตอนกินมันจะคอยขาดจากกันแกะไวๆไม่ได้ต้องคอยดูเศษ เพราะความหนืดของบาร์มันดึงฟรอยด์ไว้งับ เก็บได้5-6วัน


                            (กดเพื่อกลับไปหน้าเมนูอาหารต่างๆ)